คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 09.45 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา นำโดย นายอภินันท์ เผือกผ่อง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการกระจายอำนาจ การถ่ายโอนภารกิจและการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ นายนิคม มากรุ่งแจ้ง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ห้า นายนฤพล สุคนธชาติ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วย ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ และคณะทำงาน เดินทางลงพื้นที่เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ ห้องประชุมสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ ชั้น 1 สำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยมี นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นายวิญญู สิงหเสม ท้องถิ่นจังหวัดสงขลา ดร. กิตติ เรืองเริงกุลฤทธิ์ ปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ นายเธียรเมฆ ทัลวัลลิ์ ปลัดเทศบาลเมืองควนลัง นายฐิติกรณ์ รอดคล้าย รองปลัดเทศบาลเมืองคอหงส์ พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และบุคลากรของเทศบาลนครหาดใหญ่ ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปเกี่ยวกับภาพรวมการบริหารงานของเทศบาลนครหาดใหญ่ และการบริหารจัดการอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา

จากเหตุการณ์อุทกภัย ระหว่างวันที่ 19 – 28 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงมากกว่าสถิติปี พ.ศ. 2543 และ พ.ศ. 2553 ในด้านแนวทางการฟื้นฟูและการแก้ไขปัญหา เทศบาลนครหาดใหญ่บูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเร่งสำรวจความเสียหาย ฟื้นฟูทำความสะอาดที่อยู่อาศัยและพื้นที่สาธารณประโยชน์ ตลอดจนเร่งกำจัดขยะตกค้างจำนวนหลายแสนตัน รวมทั้งได้จัดเตรียมแผนงานและโครงการเพื่อป้องกันและรับมืออุทกภัยในอนาคต แบ่งเป็น แผนระยะเร่งด่วน ปี พ.ศ. 2569 – 2570 อาทิ การขุดลอกคลอง การปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทานที่ได้รับความเสียหาย แผนระยะปานกลาง ปี พ.ศ. 2571 – 2573 อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ คลอง ร.3 – ร.6 คลองนํ้าน้อย – คลองกํานัน และคลองหวะ และแผนระยะยาว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2574 อาทิ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองแก้ว ความจุ 17.89 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำคลองหลํานุ้ย ความจุ 4.50 ล้าน ลบ.ม. นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว ยังได้เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ผ่านการจัดทำแผนเผชิญเหตุ การฝึกซ้อมอพยพ และการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและเสริมสร้างขีดความสามารถให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้ร่วมสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยที่ประชุมมีความเห็นสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้งเมืองรูปแบบพิเศษ และแสดงความพร้อมในการให้ความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองหาดใหญ่และพื้นที่โดยรอบอย่างเป็นระบบ และได้มีข้อเสนอในประเด็นสำคัญได้แก่ 1) โครงสร้างการบริหารและการควบรวมพื้นที่ ซึ่งมีข้อเสนอให้รวมเขตเทศบาล 4 แห่งที่มีรอยต่อทางกายภาพและบริบทเมืองเชื่อมโยงกัน คือ เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองคอหงส์ เทศบาลเมืองควนลัง และเทศบาลเมืองบ้านพรุ เข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้อาณาเขตกว้างขึ้น เอื้อต่อการวางผังเมืองและการบริหารจัดการในภาพรวม 2) การกำหนดหน้าที่และอำนาจที่มีความพิเศษ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจและอิสระในการตัดสินใจบริหารจัดการตนเองได้อย่างแท้จริง 3) ความเป็นอิสระด้านงบประมาณ โดยเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการพัฒนาเมือง รวมทั้งเปิดโอกาสให้เมืองพิเศษสามารถนำเงินงบประมาณจากภาษีที่เก็บได้ ไปลงทุนในพื้นที่ของตนเองเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจหรือแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ

จากนั้น เวลา 12.15 นาฬิกา คณะกรรมาธิการเดินทางลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ หน่วยประเมินสถานการณ์น้ำ ชั้น 2 สำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยมี ดร. กิตติ เรืองเริงกุลฤทธิ์ ปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ นายสมพร เหมืองทอง นักวิชาการสุขาภิบาล เทศบาลนครหาดใหญ่ และนายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา บรรยายสรุปเกี่ยวกับระบบการติดตามและการประเมินสถานการณ์น้ำในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ โดยหน่วยประเมินสถานการณ์น้ำดังกล่าวมีระบบสนับสนุนการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการอุทกภัย ได้แก่ ระบบแผนภูมิพยากรณ์อากาศ ระบบตรวจสอบระดับน้ำรายชั่วโมง และระบบติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่แบบต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการประเมินแนวโน้มสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจ และจัดทำรายงานเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนต่อไป