***สว. พบประชาชน ภาคเหนือ (ตอนบน) ลงพื้นที่เชียงราย หารือนักวิชาการดึง “เทคโนโลยี-นวัตกรรม” เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติอย่างยั่งยืน***

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมลีลาวดี ชั้น 2 อาคารวิทยบริการ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงราย (มทร.) คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) โดยนายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการฯ นำสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วย นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ นายมังกร ศรีเจริญกูล นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช นางวาสนา ยศสอน และ ดร.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ โดยมี ผศ.นายอังกูร ว่องตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร มทร. กล่าวต้อนรับ ในการนี้ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอพาน หัวหน้าชุมชน และตัวแทนประชาชน อำเภอพาน ร่วมให้ข้อมูลข้อเสนอแนะ
การหารือครั้งนี้ มุ่งติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอแม่สาย

รวมถึงตรวจสอบความล่าช้าในกระบวนการดำเนินงานและการจัดสรรงบประมาณ ตลอดจนปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำสาย โดยเน้นการใช้ศักยภาพด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
ด้าน นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์มลพิษทางน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงรายว่า ปัญหาหลักประกอบด้วยน้ำปนเปื้อนและน้ำอุทกภัย ซึ่งจังหวัดได้บูรณาการความร่วมมือกับ กรมควบคุมมลพิษ และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ดำเนินการตรวจคุณภาพน้ำเป็นประจำทุกเดือน พร้อมจัดตั้งคณะทำงานและมีการประชุมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีการเฝ้าระวังแหล่งน้ำสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และ แม่น้ำลวก โดยตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นมา พบว่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งในด้านตะกอน กรวด และพืชน้ำ นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการติดตามสถานการณ์ เช่น แอปพลิเคชันของกรมประมง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและการรายงานข้อมูล

ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.สุบิน ใจทา ได้นำเสนอความพร้อมของห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ซึ่งมีศักยภาพในการตรวจวิเคราะห์การดำเนินงานด้านความปลอดภัยอาหารและการเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในพื้นที่ มุ่งเน้นการตรวจหาสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่วและแคดเมียม ควบคู่กับการตรวจสารตกค้างในพืชผัก ในเชิงเทคนิค มีการใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น (Test Kit) สำหรับคัดกรองสารตกค้าง หากพบความเสี่ยงจะส่งตรวจยืนยันด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง และมีโครงการยกระดับห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อรองรับการตรวจวิเคราะห์โลหะหนักและสารปนเปื้อนที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต ปัจจุบันมีเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมากกว่า 20 แห่ง และรองรับปริมาณตัวอย่างที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่ปัญหาเศรษฐกิจส่งผลต่อภาคเกษตร ทั้งพืชผักและข้าว

ซึ่งภาครัฐยังคงสนับสนุนการตรวจวิเคราะห์ให้ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการดำเนินงานด้านการตรวจสอบมาตรฐานยังเผชิญข้อจำกัดด้านเครื่องมือและงบประมาณ โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษา ขณะเดียวกันยังมีความซ้ำซ้อนของกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลหลายภาคส่วน อาทิ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กรมประมง และ กรมวิชาการเกษตร ส่งผลให้การตรวจมาตรฐานมีหลายระบบ
ด้านคณะกรรมการฯ มีข้อเสนอแก่มหาวิทยาลัย ดังนี้

1. ควรพัฒนาระบบ “One Stop Service” ด้านการตรวจมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานไว้ในจุดเดียว ทั้งการตรวจสารตกค้าง โลหะหนัก และมาตรฐานความปลอดภัย โดยเชื่อมโยงกับด่านตรวจพืชและสัตว์ รวมถึงฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสอบถาม ตรวจสอบ และยื่นขอรับบริการได้สะดวก ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน
2. การสนับสนุนงบประมาณและกลไกเชิงระบบ เสนอให้มีการจัดสรรงบประมาณในลักษณะ “Free Sample” โดยบูรณาการงบจากหน่วยงานหลัก สถาบันการศึกษา ภายใต้ยุทธศาสตร์จังหวัด
3. การยกระดับห้องปฏิบัติการ (Lab) และมาตรฐานสากลห้องปฏิบัติการในพื้นที่ควรได้รับการพัฒนาให้ได้มาตรฐานสากล โดยอ้างอิงแนวทางของ กรมวิทยาศาสตร์บริการ และเชื่อมโยงกับมาตรฐานระดับนานาชาติ เช่น ISO/IEC 17025 เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการตรวจ
ในโอกาสนี้ คณะกรรมการฯได้ตรวจเยี่ยมห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และร่วมให้ข้อเสนอต่าง ๆ
ต่อมา เวลา 13.30 น. คณะฯ ลงพื้นที่ ณ ห้องประชุมคำมอกหลวง อาคาร M-Square มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อรับฟังประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทั้งน้ำ ดิน อากาศ และประเด็นอื่น ที่เกี่ยวข้อง โดยมี ศ.ดร. สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวต้อนรับ และคณาจารย์ นักวิชาการ หัวหน้าส่วนราชการ ท้องถิ่น ท้องที่ ภาคประชาสังคมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนปัญหามลพิษน้ำและสิ่งแวดล้อมที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติ โดยพบการปนเปื้อนสารโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ในลุ่มน้ำสำคัญ เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และ แม่น้ำรวก ซึ่งมีแนวโน้มสะสมในตะกอน สัตว์น้ำ และอาจส่งผลต่อสุขภาพประชาชนในระยะยาว รวมถึงกระทบต่อภาคประมง เกษตร และการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ได้ดำเนินการเฝ้าระวังและตรวจสอบ คุณภาพน้ำ พืชผัก และสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แม้มีบางพื้นที่พบความเสี่ยงและต้องติดตามใกล้ชิด ขณะเดียวกัน นักวิจัยพบสัญญาณการสะสมในร่างกายมนุษย์จากตัวอย่างเล็บและเส้นผม ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจยืนยันประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยก คือ “มลพิษข้ามพรมแดน” โดยเฉพาะพื้นที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น หลวงพระบาง เชียงคาน หนองคาย และบึงกาฬ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามแดน (EIA) จากโครงการขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนในลุ่มน้ำโขง ที่อาจส่งผลต่อการไหลของน้ำและการสะสมของตะกอนและสารพิษในระดับพื้นที่ ยังพบข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเก็บตัวอย่าง โดยเฉพาะนอกเขตอธิปไตย ปัญหาขาดแคลนบุคลากรและเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง ทำให้มีข้อเสนอจัดตั้ง “ห้องปฏิบัติการกลาง” ตรวจโลหะหนัก เพื่อรองรับการตรวจน้ำ ดิน พืช และสัตว์น้ำ โดยให้บริการฟรีในพื้นที่เสี่ยง ด้านมาตรการเร่งด่วน มีข้อเสนอให้งดบริโภคสัตว์น้ำในพื้นที่เสี่ยง จัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ พัฒนาระบบประปา และใช้เทคโนโลยีบำบัดน้ำ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงรายได้วางแผนรับมืออุทกภัย โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอแม่สาย ทั้งระยะสั้น เช่น การซ่อมแซมแนวป้องกันน้ำ (Big Bag) การจัดตั้งศูนย์อพยพ และระยะยาว เช่น โครงการปรับปรุงลำน้ำและโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม รวมถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางน้ำ ซึ่งต้องใช้งบประมาณและการประสานหลายหน่วยงาน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับประเด็นปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าไม้ ซึ่งต้องอาศัยมาตรการควบคุมการเผา การบังคับใช้กฎหมาย และการผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี เช่น ดาวเทียมและ AI เพื่อติดตามสถานการณ์ ซึ่งคณะกรรมการฯ ขอให้เร่งบูรณาการข้อมูลและหน่วยงาน จัดทำแผนที่ความเสี่ยงที่ประชาชนเข้าถึงได้ยกระดับห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐานสากลและผลักดันความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืนในระยะ ยาว โดยวุฒิสภาจะนำประเด็นข้อเสนอแนะดังกล่าวเข้าสู่กลไกของวุฒิสภา ทั้งในรูปแบบการตั้งกระทู้ถาม การปรึกษาหารือ การเสนอเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาศึกษาเชิงลึก และการเสนอแนะแนวทางต่อรัฐบาล อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืนในระยะยาว