ปาดังเบซาร์ ป่วน หลังการ ยกเลิก ส่วย ของเถื่อน พ่อค้า ทำไม่ได้ เป็น โอกาสทองของ เจ้าหน้าที่เป็นผู้ค้าเสียเอง

ปาดังเบซาร์ ป่วน หลังการ ยกเลิก ส่วย ของเถื่อน พ่อค้า ทำไม่ได้ เป็น โอกาสทองของ เจ้าหน้าที่เป็นผู้ค้าเสียเอง

 

​ผู้สื่อข่าว รายงานว่า หลังจากกรมศุลกากร ได้มีการ เข้มงวด กับขบวนการค้าของเถื่อน หรือสินค้าหลบหนีภาษี จากประเทศมาเลเซีย เข้ามาในประเทศ ทำให้ กลุ่มคนผู้ค้าของเถื่อน หรือสินค้าหลบหนีภาษี ที่นำเข้า สินค้าห้ามเข้า เช่น เนื้อวัวแซ่แข็ง ตีนไก่ เครื่องในไก่ หัวหอม -กระเทียม น้ำมันปาล์ม เมล็ดกาแฟ และ ผลของ อะโวคาโด และ อื่นๆ ซึ่งเป็นสินค้าในกลุ่มเกษตร รวมทั้งน้ำมันดีเซล -เบนซิน จากประเทศมาเลเซีย ที่มีราคาแพงเท่ากับน้ำมันในประเทศไทย ทำให้ ขบวนการนำเข้า สินค้าหลบหนีภาษี ต้องหยุดการนำเข้าสินค้าเถื่อนจากประเทศมาเลเซียโดยปริยาย เป็นเหตุให้เกิดสภาพความซบเชาของเศรษฐกิจในเมืองชายแดนอย่าง ปาดังเบซาร์ เป็นอย่างมาก

รถยนต์ที่ใช้ในการขนสิค้าหนีภาษีไม่ต่ำกว่า 1,000 คัน หยุดวิ่ง คนงานที่อยู่ใน ขบวนการกว่า2,000 คน ต้องตกงานโดยปริยาย ส่วย ต่างๆ ที่ ขบวนการจ่ายให้เจ้าหน้าที่ มีการ หยุด จ่ายชั่วคราว จนกว่าศุลกากร จะมีการเปิดไฟเขียวให้มีการ นำเข้าสินค้าเถื่อนอีกครั้ง
​สินค้าอย่าง หัวหอม หัวกระเทียม ถ้าจะนำเข้าต้องผ่านพิธีการ เสียภาษี 100 % ไม่สามารถจ่ายใต้โต๊ะ อย่างที่เคยเป็นมา ทำให้ไม่มีการนำเข้า เพราะหากต้องจ่ายภาษี 100% โดยไม่มีการ ยัดไส้ ก็จะขาดทุน และสู้ราคา หัวหอม หัวกระเทียม ที่ขายที่ ตลาดไทย กรุงเทพฯ ซึ่งนำเข้าจากจีนผ่าน สปป.ลาว และเข้าสู่ประเทศไทยด้าน จ.หนองคายไม่ได้ ส่วนสินค้าที่ ศุลกากรปาดังเบซาร์ ยังอนุญาต ให้นำเข้าโดยการ เสียภาษีปากระวาง มีเพียง ขนมนมเนย และของกินที่เป็นของขบเคี้ยวเท่านั้น

ทำให้พ่อค้าแม่ค้าในปาดังเบซาร์ ต่างหันมานำเข้าขนมและของขบเคี้ยวมากขึ้น เพื่อที่จะได้เงินมาเลี้ยงคนงานในขบวนการขนของหนีภาษี
​แต่ในขณะเดียวกัน การห้าม ขบวนการนายทุน และ ประชาชน นำเข้าสินค้าจำพวก เนื้อสัตว์ ขาไก่ เครื่องใน หอม กระเทียม และ อื่นไ ยกเว้น ขนมและของกิน ได้กลายเป็น ช่องว่า ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรบางกลุ่ม บางคน ทำตัวเป็นผู้ค้ารายใหญ่ นำเข้าสินค้าหลบหนีภาษีที่มีการห้ามน้ำเข้าเสียเอง เพราะได้กำไรที่สูงมาก เนื่องจากเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการ เช่น เมล็ดกาแฟ และสินค้าอื่นๆ ที่มีการเข้มงวดให้ให้นำเข้า อย่างเช่นคดีที่ เจ้าหน้าที่ศุลกากร จับกุม เมล็ดการแฟดิบจำนวน 22 ตัน มูลค่า 3 ล้านบาท ที่ ศุลกากรภาค 5 จับได้ที่ทางหลวงหมายเลข 41 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นสินค้าหนีภาษีที่เป็นของ เจ้าหน้าที่ศุลกากรบางคนในหน่วยศุลกากรหน่วยหนึ่งของ จ.สงขลา ที่นำเข้ามาโดยผ่านด่านตรวจปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา

​การ ไม่เปิดไฟเขียว ให้ ขบวนการค้าของหนีภาษีศุลกากรของด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ในครั้งนี้ซึ่งเป็นเวลากว่า 2 เดือน ทำให้ เงินใต้โต๊ะที่เรียกว่า ส่วย ที่ ขบวนการจ่ายให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่สินค้าต้องผ่านทุกท้องที่เดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้าน หายไป ทำให้ เจ้าหน้าที่ซึ่งเคยได้รับ ส่วย ต่างเดือดร้อน และฉวยโอกาสในการนำเข้าสินค้าหนีภาษีเสียเอง เพื่อที่จะมี รายได้ ทดแทน ส่วย ที่หายไป
​คนตกงาน และ ว่างงาน เพราะไม่มีการจ้างงานเพื่อขนสินค้าเถื่อน ทำให้เกิดปัญหา อาชญากรรม การลักขโมยทรัพย์สินในพื้นที่มากขึ้น มีการค้ายาเสพติดมากขึ้น คนงานในขบวนการค้าของเถื่อน มีความพยายามในการ ขนสินค้าเถื่อน เช่นบุหรี่ไฟฟ้า ใบกระท่อม และ สินค้าอื่นๆ ในรูปแบบ กองทัพมด โดยนำเข้าในแนวรั้วชายแดนมากขึ้น เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายประจำวัน กลายเป็นปัญหาภัยสังคมในการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

Related posts