ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ “ประตูเศรษฐกิจไทย-มาเลเซีย” หนุนการค้า การท่องเที่ยว และการพัฒนาชายแดนใต้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดลงพื้นที่ปฏิบัติราชการ ณ จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ และการเชื่อมต่อกับด่าน Bukit Kayu Hitam ICQS ของประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจชายแดนของไทย

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9–10 กรกฎาคม 2569 ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคม การท่องเที่ยว และการอำนวยความสะดวกด้านการผ่านแดน ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสร่วมกัน

ด่านสะเดาแห่งใหม่จึงเป็นการต่อยอดความร่วมมือให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยใช้โอกาสนี้ในการทำพิธีเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม ร่วมกับ ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งจะเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่จะถูกจารึก เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของทั้ง 2 ประเทศ

ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ตั้งอยู่บนถนนกาญจนวนิช ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ภายในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่กว่า 596 ไร่ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความแออัดของด่านเดิม และรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ด่านสะเดาเป็น ด่านการค้าทางบกที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดของประเทศไทย โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา มีมูลค่าการนำเข้าและส่งออก รวมกว่า 471,500 ล้านบาท และมีผู้เดินทางผ่านแดนมากกว่า 6 ล้านคนต่อปี สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะประตูเศรษฐกิจที่เชื่อมประเทศไทยกับมาเลเซีย รวมถึงภูมิภาคอาเซียนตอนใต้

โครงการก่อสร้างด่านแห่งใหม่เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559 ด้วยงบประมาณกว่า 1,532 ล้านบาท ภายในประกอบด้วยอาคารสำนักงาน อาคารผู้โดยสาร อาคารตรวจปล่อยสินค้า และอาคารพักอาศัย พร้อมเทคโนโลยีตรวจสอบสินค้าที่ทันสมัย เช่น ระบบ X-ray Fast Scan เครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก และช่องตรวจรถยนต์ รถบรรทุก และผู้โดยสารที่สามารถรองรับปริมาณการสัญจรได้มากกว่าด่านเดิม

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือ โครงการถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่าน Bukit Kayu Hitam ระยะทางประมาณ 850 เมตร รวมทั้งการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 4 (AH2) และโครงข่ายทางหลวงเอเชีย ทำให้ระบบคมนาคมของทั้งสองประเทศเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ช่วยลดระยะเวลาการขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจปล่อยสินค้า และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

นอกจากผลด้านเศรษฐกิจแล้ว โครงสร้างพื้นฐานแห่งนี้ยังมีความสำคัญต่อ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการค้าชายแดน การลงทุน การท่องเที่ยว และการจ้างงานมากขึ้น รวมถึงการเดินทางของนักท่องเที่ยวและประชาชนระหว่างไทยกับมาเลเซียที่สะดวกยิ่งขึ้น
การเปิดใช้งานด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่และถนนเชื่อมต่อระหว่างไทย–มาเลเซีย เป็นการยกระดับ “ประตูเศรษฐกิจของภาคใต้” ให้มีความพร้อมรองรับการเติบโตของการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในระยะยาว พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อมูล: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา
#นายกอนุทิน #นายกรัฐมนตรี #ด่านสะเดาแห่งใหม่ #การค้าชายแดน #สงขลา #สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่6