หยุดตัดต้นยางในสวน กยท. ก่อนตรวจสอบสิทธิ อย่าทำให้คนกรีดยางกว่า 100 ครัวเรือนหมดอาชีพ

กรณีการตัดต้นยางในพื้นที่สวนยางเดิมขององค์การสวนยาง บริเวณป่าคลองกรุงหยัน อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีข้อร้องเรียนว่าเป็นพื้นที่ในความดูแลของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่ยังไม่ได้ส่งมอบให้ดำเนินการ และคนกรีดยางกว่า 100 ครัวเรือนเสี่ยงสูญเสียอาชีพ รวมถึงมีข้อร้องเรียนเรื่องผู้มีอาวุธเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งต้องเร่งตรวจสอบและป้องกันการเผชิญหน้า
ต้นยางที่ยังให้ผลผลิตคือปากท้องของครอบครัว เมื่อต้นยางล้ม รายได้ของประชาชนก็ล้มตามไปด้วย

หลักฐานปรากฏใบอนุญาตทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แบบ ป.ส. 2 เล่มที่ พ 002 ฉบับที่ 09 ลงวันที่ 10 กันยายน 2569 ให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ทำไม้ยางพารา 131,128 ต้น ขณะที่หนังสือจังหวัดระบุว่าเป็นพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล และภาพถ่ายปรากฏป้ายเขตพื้นที่ป่ามอบให้องค์การสวนยางเดิม จึงต้องตรวจเทียบแผนที่และเอกสารสิทธิให้ชัดเจน

พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 มาตรา 68 ให้โอนทรัพย์สิน สิทธิ และภาระผูกพันขององค์การสวนยางเดิมไปเป็นของ กยท. ส่วน มาตรา 8 (3) กำหนดให้ช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต จึงต้องตอบว่า ต้นยางเป็นทรัพย์สินของใคร ใครมีอำนาจอนุมัติให้ตัด และจัดการสิทธิหรือข้อตกลงกับคนกรีดยางแล้วอย่างไร

แม้การรับโอนสิทธิหรือการกรีดยางอยู่เดิมไม่ได้ทำให้เกิดกรรมสิทธิ์ในที่ดินป่าสงวนโดยอัตโนมัติ แต่รัฐต้องดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย รับฟังผู้ได้รับผลกระทบ และคุ้มครองความปลอดภัย ใบอนุญาตทำไม้เพียงอย่างเดียวไม่อาจตอบข้อพิพาทเรื่องสิทธิทั้งหมดได้

เมื่อเทียบกับสวนปาล์มของนายทุนในสุราษฎร์ธานี กระบี่ และชุมพร ซึ่งกลุ่มผู้เรียกร้องระบุว่ามีพื้นที่หมดอายุอนุญาต 35 แปลง รวม 266,618 ไร่ แต่การเรียกคืนและจัดสรรให้ผู้ไร้ที่ทำกินยังยืดเยื้อ รัฐต้องตอบว่า เหตุใดคนจนต้องรอโอกาสทำกิน แต่การตัดแหล่งรายได้ของคนกรีดยางกลับเดินหน้า ทั้งที่ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิ เป็นสองมาตรฐานระหว่างนายทุนกับคนจนหรือไม่?

ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กยท. กรมป่าไม้ อ.อ.ป. และจังหวัด ชะลอการตัดและขนย้ายไม้ในแปลงที่มีข้อพิพาท ยึดหลักนิติธรรม เปิดเผยเอกสาร ตรวจสอบสิทธิร่วมกับคนกรีดยาง และกำหนดทางออกรักษาอาชีพ หากจำเป็นต้องตัดเพื่อปลูกแทนหรือจัดที่ดิน ต้องมีเหตุผลและแผนรองรับรายได้ก่อนดำเนินการ

โครงการจัดที่ดินทำกินต้องสร้างโอกาสให้ประชาชน รัฐต้องหาข้อยุติที่เป็นธรรมก่อนทำให้คนกรีดยางหมดอาชีพ อำนาจรัฐต้องไม่กลายเป็นเครื่องมือรังแกคนจน