พระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหม่ ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องพลิกโฉม

พระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหม่ ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องพลิกโฉม
: ดร. กมล รอดคล้าย
: ถอดจากบทสัมภาษณ์ วิทยุรัฐสภา 12 พฤษภาคม 2569

 

กว่า 25 ปีที่ผ่านมา ระบบการศึกษาไทยดำเนินอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งในยุคที่ประกาศใช้นั้นถือว่าก้าวหน้าและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้เป็นอย่างดี แต่โลกในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งเทคโนโลยี AI เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ และการแข่งขันในเวทีโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ
มุมมองต่อเรื่องนี้คือ “เมื่อก่อนเรารู้สึกว่ามาเลเซียยังไม่ล้ำหน้าเราเท่าไหร่ แต่ตอนนี้เขาเริ่มล้ำหน้าเราไปไกลแล้ว เมื่อก่อนเราคิดว่าเวียดนามยังสู้เราไม่ได้ แต่วันนี้
เริ่มพบว่าเวียดนามกำลังแซงหน้าเรา ถ้าเรายังอยู่เฉยๆ เราจะไม่ทันโลกแน่นอน”
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ในเวลานี้

3 เส้นทางสู่การปฏิรูป
ปัจจุบันมีข้อเสนอ 3 แนวทางในการดำเนินการ
แนวทางแรก คือการใช้ร่างเดิมที่เคยผ่านกระบวนการพิจารณามาแล้วในยุครัฐบาลก่อน หรือที่เรียกว่า ร่างเลขที่ 660 โดยปรับปรุงเพิ่มเติมบางส่วน แนวทางนี้มีข้อได้เปรียบด้านความรวดเร็วและไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำประชาพิจารณ์ คณะกรรมาธิการวุฒิสภา สนับสนุนแนวทางนี้มากที่สุด โดยเสนอให้ปรับลดจำนวนมาตราให้เหลือประมาณ 70-100 มาตรา เน้นเฉพาะหลักการสำคัญ และให้รายละเอียดปลีกย่อยไปอยู่ในกฎหมายลูกแทน
แนวทางที่สอง คือการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฉบับปี 2542 ซึ่งดำเนินการได้ง่ายกว่า ไม่ต้องผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นใหม่ทั้งหมด แต่ข้อจำกัดคือกฎหมายที่ร่างขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อนนั้นมี หลักคิด และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ทันต่อบริบทโลกปัจจุบัน การแก้ไขรายมาตราอาจไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น
แนวทางที่สาม คือการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งจะได้กฎหมายที่ทันสมัยและครอบคลุมที่สุด แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ในการดำเนินกระบวนการรับฟังความเห็นและเสนอเข้าสู่รัฐสภา

ปัญหาเดิมที่ต้องแก้ให้ตรงจุด
นอกจากความล้าสมัยในเชิงเนื้อหา กฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ยังต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน
ระบบรวมศูนย์ที่ขาดความยืดหยุ่น
ปัจจุบันส่วนกลางเป็นผู้กำหนดทั้งเรื่องคน เงิน และงาน โดยที่โรงเรียนและท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจน้อยมาก แนวทางที่เสนอคือการกระจายอำนาจแบบมีระดับ กล่าวคือส่วนกลางยังคงกำหนดหลักสูตรแกนกลางประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ท้องถิ่นสามารถออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตนได้อีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงมีอิสระในการบรรจุครูที่ตรงกับความต้องการของโรงเรียนมากขึ้น
ภาระงานครูที่กัดกร่อนคุณภาพการสอน
เสียงสะท้อนจากครูทั่วประเทศชัดเจนว่าวันนี้ครูใช้เวลากับงานเอกสารมากกว่าการสอน ร่างกฎหมายฉบับใหม่มุ่งกำหนดให้ชัดเจนว่าครูมีหน้าที่หลักในการจัดการเรียนการสอน พร้อมปรับระบบรายงานให้ครูส่งเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นจริงๆ และนำเทคโนโลยีรวมถึง AI มาช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน
ความเหลื่อมล้ำที่ยังแก้ไม่ตก
โรงเรียนขนาดเล็กและเด็กในพื้นที่ห่างไกลยังคงได้รับทรัพยากรไม่เพียงพอ แนวทางแก้ไขประกอบด้วยการปรับระบบจัดสรรงบประมาณให้มีส่วนเพิ่มพิเศษสำหรับโรงเรียนที่ขาดแคลน การสร้างกองทุนระดับพื้นที่ที่ภาคเอกชนสามารถร่วมสนับสนุนและนำไปลดหย่อนภาษีได้ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงต่างๆ ในการดูแลคุณภาพชีวิตเด็กอย่างครบวงจร โดยใช้ฟินแลนด์เป็นแบบอย่าง ที่กระทรวงพัฒนาสังคมเข้ามาดูแลเรื่องโภชนาการและสุขภาพของเด็กก่อนวัยเรียน ก่อนที่กระทรวงศึกษาจะรับช่วงต่อเมื่อเด็กเข้าสู่ระบบการเรียนการสอน และหลังจากออกไปทำงานกระทรวงด้านเศรษฐกิจหรือเเรงงานก็จะรับช่วงต่อ

หลักสูตรและทักษะสำหรับโลกอนาคต
ร่างกฎหมายฉบับใหม่ให้ความสำคัญกับการปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนแปลง โดยมุ่งเสริมสร้างสมรรถนะของผู้เรียนใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ความเป็นไทยที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมอันแข็งแกร่ง ทักษะสากลที่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ และความสามารถในการใช้ AI และเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด
นอกจากนี้ยังขยายกรอบความคิดจากการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยให้น้ำหนักกับการศึกษาตลอดช่วงอายุมากขึ้น ไม่ใช่เพียงช่วงวัยเรียนเท่านั้น

กฎหมายที่ต้องมาจากทุกเสียง
หนึ่งในหลักการสำคัญที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันในกระบวนการยกร่างครั้งนี้คือแนวคิด Nothing about us without us หรือ “จะไม่มีการตัดสินใจใดที่เกี่ยวกับพวกเราโดยไม่มีพวกเรา”
กระทรวงศึกษาธิการและวุฒิสภาเห็นพ้องกันว่ากฎหมายที่จะมากำหนดอนาคตของการศึกษาไทยต้องมาจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การรับฟังเชิงสัญลักษณ์

ภาพอนาคตที่อยากเห็น
หากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่สำเร็จผลภายใน 5-10 ปีข้างหน้า สิ่งที่คนไทยจะได้เห็นคือระบบการศึกษาที่ใช้เทคโนโลยีและ AI ในการจัดการเรียนการสอนอย่างจริงจัง ผู้เรียนที่มีสมรรถนะสูงและพร้อมแข่งขันในเวทีโลก ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม และที่สำคัญคือการศึกษาที่ไม่หยุดอยู่แค่ในโรงเรียน แต่ดำเนินต่อเนื่องตลอดชีวิต

กล่าวโดยสรุปคือ “คนไทยทุกคนจะต้องเติบโตและก้าวหน้าไปด้วยกัน ขอให้ประเทศไทยได้กลับมายืนอยู่แถวหน้าอีกครั้งหนึ่ง นี่คือความหวังที่จะเกิดจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้”

Related posts