🔴「พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หารือทวิภาคีไทย-เยอรมนี ชูต้นแบบ เยอรมนีโมเดล ยกระดับการแก้ปัญหายาเสพติดในไทย」

🔴「พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หารือทวิภาคีไทย-เยอรมนี ชูต้นแบบ เยอรมนีโมเดล ยกระดับการแก้ปัญหายาเสพติดในไทย」

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงยุติธรรม ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 เวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายนิยม เติมศรีสุข ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต สมาชิกวุฒิสภา พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์ นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นางวิภาวรรณ เบนนิเมน อัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน และคณะ ได้เข้าร่วมประชุมและหารือข้อราชการกับนายบวร์กฮาร์ด บลีเนิร์ท กรรมาธิการของรัฐบาลกลางเยอรมนี ด้านนโยบายยาเสพติดและการติดยาเสพติด (Mr. Burkhard Blienert, Commissioner of the Federal Government of Drugs and Addiction Policy) และคณะ ณ กระทรวงสาธารณสุข กรุงเบอร์ลิน

ในการหารือฯ ดังกล่าว กรรมาธิการของรัฐบาลกลางเยอรมนี ด้านนโยบายยาเสพติดและการติดยาเสพติด ได้ชื่นชมรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติด เนื่องจากเป็นปัญหาสำคัญทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก สำหรับประเทศเยอรมนีนั้น ประชากรประมาณ 4 ล้านคน เป็นผู้ติดสุราเรื้อรัง ผู้ติดการพนัน และผู้ติดยาเสพติด ดังนั้น รัฐบาลเยอรมนีจึงให้ความสำคัญกับการบำบัดผู้ติดสิ่งเสพติดเหล่านี้ มากกว่าการลงโทษ เนื่องจากมองว่าผู้เสพคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา โดย 4 เสาหลักสำคัญในการแก้ปัญหายาเสพติด ได้แก่ 1) การป้องกัน 2) การบำบัด 3) การลดความเสี่ยงโดยมาตรการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (Harm Reduction) 4) การลดจำนวนยาเสพติด ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดเพื่อดูแลสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

 

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แสดงความขอบคุณกรรมาธิการฯ ที่ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดของเยอรมนี รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนสถานการณ์ของประเทศไทยว่า ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยนำหลักการ “ผู้เสพคือผู้ป่วย” มาปรับใช้ ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จ จะเป็นการช่วยคืนคนคุณภาพกลับคืนสู่สังคมได้ เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยยังใช้โทษทางอาญานำ จึงทำให้เรือนจำมีผู้ต้องขังกว่า 270,000 คน และอยู่ระหว่างคุมประพฤติ อีก 400,000 คน ซึ่งส่วนมากเป็นหนุ่มสาว และถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง

 

คณะผู้แทนไทย ได้ให้ความสนใจสอบถามในหลายประเด็น โดยเฉพาะสถานะของกัญชาในเยอรมนี ซึ่งกรรมาธิการฯ ให้ข้อมูลว่า กัญชา ได้ถูกถอดจากรายชื่อสารเสพติดตามกฎหมายแล้ว การปลูกและครอบครองกัญชาจำนวนน้อย (25 กรัม) หรือ การปลูกต้นกัญชา 3 ต้น (50 กรัม) ไม่ผิดกฎหมาย ถ้ามีจำนวนมากกว่านั้นไม่ได้แต่การค้ายาเสพติด รวมถึงกัญชายังคงผิดกฎหมายอยู่ และเนื่องจากรัฐบาลเยอรมนีให้ความสำคัญกับสุขภาพเห็นว่าการออกกฏหมายที่เป็นการห้ามทั้งหมดไม่สามารถแก้เรื่องเสพติดที่เป็นโรคชนิดหนึ่งได้จึงได้กำหนดมาตรการทางสุขภาพไว้ด้วย สำหรับการแก้กฎหมายเกี่ยวกับกัญชา ทางรัฐบาลเยอรมนีใช้เวลาเตรียมการประมาณ 2 ปี โดยสิ่งสำคัญ คือ ต้องกำหนดนิยามให้ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการทำคำวินิจฉัยของศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

 

นอกจากนั้น คณะผู้แทนไทยยังได้สอบถามถึงปัญหาเยาวชนติดยาเสพติด ซึ่งในประเทศเยอรมนีประสบปัญหานี้เช่นกัน สิ่งสำคัญ คือ การป้องกันโดยเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเยาวชนผู้เสพยาเสพติด เนื่องจากสารเสพติดแต่ละประเภทจะมีผลกระทบต่อร่างกายที่ต่างกัน การรักษาจึงมีหลายวิธีแตกต่างกัน ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดที่ต้องคำนึงถึง คือ จะช่วยเยาวชนได้อย่างไร

 

ในช่วงสุดท้าย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แสดงความขอบคุณกรรมาธิการฯ โดยขอนำเยอรมนีโมเดลไปศึกษา เพื่อพิจารณามาตรการที่เหมาะสมและเข้ากับบริบทของประเทศไทย พร้อมทั้งได้เรียนเชิญให้กรรมาธิการฯ เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการสัมมนาระหว่างประเทศเกี่ยวกับมาตรการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (Harm Reduction) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ในปีนี้

Related posts